ติดตั้ง eSIM ก่อนบิน ใช้งานได้ทันทีที่เครื่องลง รองรับกว่า 210 ปลายทาง
eSIMonline

แชตและโทรผ่านแอปใช้ดาต้าประมาณเท่าไหร่

ข้อความล้วนแทบไม่กินอะไรเลย ตัวที่กินคือรูปกับวิดีโอที่แอปโหลดให้เองโดยไม่ถาม โดยเฉพาะในกลุ่มที่คุยกันทั้งวัน

ผู้เขียน: บ๊อบ กนกพล ทองดีผู้ร่วมก่อตั้งผู้ตรวจทาน: พอร์ช กุนต์นิพัทธ์ ศิระมานะกุลเผยแพร่: 21 กันยายน 2569อัปเดตล่าสุด: 18 ตุลาคม 2569ตรวจสอบข้อเท็จจริง: 18 ตุลาคม 2569
แชตและโทรผ่านแอปใช้ดาต้าประมาณเท่าไหร่

สรุปสั้นๆ

  • แชตข้อความล้วนใช้ดาต้าประมาณ 1–5 MB ต่อวัน ซึ่งน้อยจนแทบไม่ต้องคิดถึงในการวางแผน
  • โทรเสียงผ่านแอปอยู่ที่ประมาณ 0.3–0.5 MB ต่อนาที ส่วนวิดีโอคอลกระโดดขึ้นไปประมาณ 5–9 MB ต่อนาที
  • ปิดการดาวน์โหลดรูปและวิดีโออัตโนมัติบนเน็ตมือถือ คือสิ่งเดียวที่ต้องทำก่อนบิน

แชตข้อความล้วนบน LINE หรือ WhatsApp ใช้ดาต้าประมาณ 1–5 MB ต่อวัน แม้คุณจะพิมพ์ทั้งวันก็ตาม นั่นแปลว่าทริปเจ็ดวันของการคุยกับที่บ้านตลอดเวลาอาจไม่ถึง 35 MB ด้วยซ้ำ ตัวเลขทั้งหมดนี้เป็นการประมาณเพื่อวางแผน ไม่ใช่ค่าที่วัดจากเครื่องของคุณ แต่ระดับของมันชัดเจนพอที่จะสรุปได้ว่าการแชตไม่ใช่สิ่งที่ทำให้แพ็กเกจของคุณหมด

แล้วทำไมหลายคนถึงรู้สึกว่าแอปแชตเปลือง คำตอบอยู่ที่สิ่งที่คุณไม่ได้กดเอง โดยค่าเริ่มต้น แอปเหล่านี้ดาวน์โหลดรูปและวิดีโอทุกชิ้นที่เข้ามาในทุกแชตโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าคุณจะเปิดดูหรือไม่ อยู่ในกลุ่มครอบครัวที่ส่งคลิปหลานวันละสิบคลิป หรือกลุ่มที่ทำงานที่ส่งรูปสไลด์กันทั้งวัน แล้วตัวเลขจะไม่เหมือนเดิมอีกเลย

แชตและโทรผ่านแอปใช้ดาต้าประมาณเท่าไหร่

ตัวเลขคร่าว ๆ ของแต่ละอย่างที่ทำในแอป

สิ่งที่ทำประมาณเท่าไหร่ทริป 7 วันที่อัตรานี้
แชตข้อความล้วนทั้งวันประมาณ 1–5 MB ต่อวันทั้งทริป ≈ 7–35 MB
ส่งหรือรับรูปหนึ่งรูปประมาณ 1–3 MBวันละ 20 รูป ≈ 140–420 MB
ข้อความเสียงหนึ่งนาทีประมาณ 0.3–1 MBวันละ 20 นาที ≈ 42–140 MB
โทรเสียงผ่านแอปประมาณ 0.3–0.5 MB ต่อนาทีวันละ 20 นาที ≈ 42–70 MB
วิดีโอคอลผ่านแอปประมาณ 5–9 MB ต่อนาทีวันละ 15 นาที ≈ 525–945 MB
คลิปสั้นที่คนในกลุ่มส่งมาประมาณ 5–20 MB ต่อคลิปวันละ 10 คลิป ≈ 350 MB–1.4 GB
ชุดสติกเกอร์ที่โหลดครั้งเดียวประมาณ 5–30 MB ต่อชุดโหลดบน Wi-Fi ก่อนบิน = 0

ทุกตัวเลขเป็นการประมาณเพื่อวางแผน ไม่ใช่ผลการวัด

สิ่งที่ตารางนี้บอกชัดที่สุดคือระยะห่างระหว่างแถวบนกับแถวล่าง การพิมพ์คุยทั้งทริปกินน้อยกว่าคลิปเดียวที่ใครสักคนส่งเข้ากลุ่ม และวิดีโอคอลวันละสิบห้านาทีกินมากกว่าการแชตทั้งเจ็ดวันรวมกันประมาณยี่สิบเท่า นี่คือเหตุผลที่การประหยัดดาต้าในแอปแชตไม่ใช่การพิมพ์ให้น้อยลง แต่คือการควบคุมสิ่งที่ไหลเข้ามาเอง

จุดที่คนโดนบ่อยที่สุดคือกลุ่มที่ไม่ได้เปิดอ่านเลย รูปและคลิปในกลุ่มนั้นก็ยังถูกโหลดลงเครื่องอยู่ดีถ้าไม่ได้ปิดการดาวน์โหลดอัตโนมัติ และเพราะคุณไม่เคยเปิดดู คุณจึงไม่มีทางรู้ว่ามันกินไปเท่าไหร่จนกว่าจะเห็นตัวเลขรวม ถ้าอยู่ในกลุ่มใหญ่หลายกลุ่ม ให้ปิดการโหลดอัตโนมัติก่อนบินเป็นอันดับแรก
แชตและโทรผ่านแอปใช้ดาต้าประมาณเท่าไหร่

ปิดการโหลดอัตโนมัติใน WhatsApp

WhatsApp จัดการเรื่องนี้ได้ตรงไปตรงมาที่สุดในบรรดาแอปแชต เพราะแยกเป็นสามแถวชัดเจนว่าอยู่บนเน็ตมือถือ อยู่บน Wi-Fi และอยู่ระหว่างโรมมิง ซึ่งแถวสุดท้ายนั่นแหละคือแถวที่เกี่ยวกับคุณตอนอยู่ต่างประเทศ

  1. 1เข้าหน้า Storage and dataไปที่ Settings แล้วเลือก Storage and data เส้นทางเหมือนกันทั้ง iOS และ Android แม้หน้าตาจะต่างกันเล็กน้อย
  2. 2ตั้งค่าสามแถวในหมวด Media auto-downloadในหมวด Media auto-download ให้เปิด When using mobile data ไว้เฉพาะ Photos ส่วน Audio, Video และ Documents ให้ปิดทั้งหมด จากนั้นตั้ง When roaming ให้ไม่เลือกอะไรเลย
  3. 3เปิด Use less data for callsในหน้าเดียวกันจะมีสวิตช์ Use less data for calls เปิดไว้ระหว่างเดินทาง เสียงจะยังชัดพอคุยกันรู้เรื่อง แต่ปริมาณข้อมูลต่อนาทีลดลงพอสมควร
  4. 4โหลดเฉพาะสิ่งที่อยากดูเมื่อปิดอัตโนมัติแล้ว รูปและคลิปจะขึ้นเป็นภาพเบลอพร้อมปุ่มดาวน์โหลด คุณกดเองเฉพาะอันที่สนใจ ซึ่งในทางปฏิบัติมักเป็นแค่ส่วนน้อยของทั้งหมด
แชตและโทรผ่านแอปใช้ดาต้าประมาณเท่าไหร่

ปิดการโหลดอัตโนมัติใน LINE

LINE ซ่อนเรื่องนี้ไว้ลึกกว่าเล็กน้อยและเรียกชื่อไม่เหมือนกันในแต่ละเวอร์ชัน แต่หลักการเดียวกัน คือมีสวิตช์สำหรับการโหลดรูปอัตโนมัติ และมีตัวเลือกคุณภาพของรูปที่คุณส่งออกไป ซึ่งอย่างหลังนี้คนไทยมักลืมเพราะเราส่งรูปกันเยอะมาก

  • ไปที่ Settings แล้วเข้า Photos and videos หรือ Chats ขึ้นกับเวอร์ชัน แล้วปิด Auto download ของรูปและวิดีโอเอาไว้ระหว่างอยู่ต่างประเทศ
  • ในหน้าเดียวกันจะมี Photo quality หรือ Send photos in original quality ตั้งไว้ที่ Standard แทน Original ระหว่างทริป เพราะรูปต้นฉบับจากกล้องมือถือรุ่นใหม่ใหญ่กว่าที่คิดมาก
  • ปิด Auto play ของวิดีโอในแชต ถ้าเวอร์ชันของคุณมีตัวเลือกนั้น เพื่อไม่ให้คลิปเริ่มเล่นเองขณะคุณเลื่อนผ่าน
  • โหลดชุดสติกเกอร์ที่ใช้ประจำไว้ตอนอยู่บน Wi-Fi ก่อนออกเดินทาง สติกเกอร์โหลดครั้งเดียวแล้วใช้ได้ตลอด แต่ถ้าโหลดตอนอยู่ต่างประเทศก็เสียดาต้าเปล่า
แชตและโทรผ่านแอปใช้ดาต้าประมาณเท่าไหร่

วิดีโอคอลคือข้อยกเว้นเดียว

ทุกอย่างในหน้านี้ราคาถูกยกเว้นเรื่องเดียว คือวิดีโอคอล ที่ประมาณ 5–9 MB ต่อนาที การโทรกลับบ้านวันละสิบห้านาทีตลอดเจ็ดวันอยู่ที่ราว ๆ 500–950 MB ซึ่งไม่ใช่จำนวนที่มองข้ามได้ วิธีที่ได้ผลที่สุดคือโทรด้วยเสียงอย่างเดียวระหว่างวัน แล้วเก็บวิดีโอคอลไว้ตอนกลับถึงโรงแรมที่มี Wi-Fi เพราะการเห็นหน้ากันไม่ได้เร่งด่วนเท่าการได้ยินเสียง

Wi-Fi กับมือถือ อะไรที่เปลี่ยนจริง ๆ สำหรับแอปแชต

ต่างจากแอปสตรีมมิง หน้าที่หลักของแอปแชตคือส่งข้อความตัวหนังสือ ซึ่งเบามากจนแทบไม่ต่างกันเลยไม่ว่าจะอยู่บน Wi-Fi หรือเครือข่ายมือถือ สิ่งที่ต่างกันจริงคือพฤติกรรมของสื่อ ทั้งรูป วิดีโอ และไฟล์เสียง เพราะการตั้งค่าโหลดอัตโนมัติของ WhatsApp และ LINE แยกช่องสำหรับ Wi-Fi กับมือถือไว้คนละแถวโดยเฉพาะ การเปิดไว้บนแถว Wi-Fi ไม่มีผลอะไรตอนอยู่นอกบ้าน แต่ถ้าลืมปิดแถวมือถือด้วย รูปและวิดีโอทุกไฟล์ที่มีคนส่งมาจะถูกดึงลงมาทันทีไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน

อีกจุดที่คนมักมองข้ามคือการสำรองแชตขึ้นคลาวด์ ทั้งการแบ็กอัปของ WhatsApp ขึ้น iCloud หรือ Google Drive และของ LINE ขึ้น LINE Cloud โดยค่าเริ่มต้นมักตั้งให้ทำงานเฉพาะบน Wi-Fi เท่านั้น แต่บางเวอร์ชันมีสวิตช์ "Include videos" หรือ "สำรองผ่านเครือข่ายมือถือ" แยกต่างหากที่อาจถูกเปิดไว้โดยไม่รู้ตัวจากการอัปเดตแอป ถ้าทริปนั้นมีการแชตพร้อมส่งรูปวิดีโอกันเยอะเป็นพิเศษ เช่น กลุ่มเพื่อนที่เที่ยวด้วยกัน แบ็กอัปก้อนนั้นอาจใหญ่กว่าที่คิดตอนมันพยายามซิงก์ตอนกลางคืน

ความผิดพลาดที่คนเดินทางทำบ่อยกับแอปแชต

ความผิดพลาดที่แพงที่สุดคือการย้ายเครื่องหรือลงแอปใหม่กลางทริป ไม่ว่าจะเพราะโทรศัพท์หายหรือแค่เปลี่ยนซิม การกู้คืนแชตจากแบ็กอัปจะดึงประวัติทั้งหมดพร้อมสื่อทุกไฟล์กลับมาในทีเดียว ซึ่งอาจเป็นดาต้าหลายร้อยเมกะไบต์ไปจนถึงหลาย GB ถ้ามีไฟล์วิดีโอสะสมมานาน ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ให้รอทำตอนเจอ Wi-Fi ก่อนเสมอ อย่ากดกู้คืนขณะใช้ดาต้ามือถืออยู่

  • อย่าเปิดกลุ่มแชตทริปที่มีคนส่งรูปวิดีโอถี่ ๆ ไว้ทั้งวันโดยไม่ปิดโหลดอัตโนมัติ กลุ่มเที่ยวด้วยกันมักส่งภาพความละเอียดสูงกันรัว ๆ ซึ่งรวมกันแล้วหนักกว่าการแชตหนึ่งต่อหนึ่งมาก
  • ระวังข้อความเสียงที่เล่นต่อกันอัตโนมัติ บางเวอร์ชันของแอปเล่นข้อความเสียงถัดไปในแชตต่อทันทีที่ข้อความก่อนหน้าจบ ถ้าอยู่ในกลุ่มที่ส่งเสียงกันบ่อย ให้ปิดฟีเจอร์เล่นต่อเนื่องถ้ามีตัวเลือกนั้น
  • อย่าลืมว่าฟีเจอร์เก็บรูปอัตโนมัติ เช่น Keep ของ LINE หรือการซิงก์อัลบั้มร่วมกัน อาจดึงรูปที่คนอื่นแชร์เข้ากลุ่มไปเก็บไว้ในคลาวด์ส่วนตัวของคุณโดยอัตโนมัติ เป็นการใช้ดาต้าอีกชั้นที่แยกจากการดูข้อความปกติ
  • ไม่ต้องกังวลเรื่องสถานะออนไลน์หรือใบเสร็จอ่านแล้ว ทั้งสองอย่างนี้ใช้ดาต้าน้อยมากจนไม่มีนัยสำคัญ สิ่งที่ควรกังวลจริง ๆ คือสื่อที่แนบมา ไม่ใช่สัญญาณสถานะเล็ก ๆ พวกนี้
ถ้าดาต้าเหลือน้อยแล้วแต่ยังต้องพึ่งแอปแชตติดต่อคนที่บ้านหรือคนในทริป ให้ปิดโหลดอัตโนมัติของสื่อทุกชนิดทั้งบน Wi-Fi และมือถือทันที เปลี่ยนกลุ่มที่มีสื่อเยอะให้เป็นแชตแบบข้อความอย่างเดียวชั่วคราว และเลี่ยงการกู้คืนแชตหรือลงแอปใหม่จนกว่าจะเจอ Wi-Fi เพราะข้อความล้วนแทบไม่กินอะไร แต่สื่อที่แนบมาคือสิ่งเดียวที่จะทำให้ดาต้าหมดเร็วกว่าที่คิด

วางแผนดาต้าต่อวันสำหรับแอปแชตระหว่างทริป

แอปแชตมักถูกมองข้ามตอนวางแผนดาต้าเพราะข้อความเดี่ยว ๆ เบามาก แต่ตัวที่ทำให้ยอดรวมต่อวันขยับจริง ๆ คือจำนวนกลุ่มที่มีสื่อไหลผ่านตลอดวันมากกว่าจำนวนข้อความ กลุ่มครอบครัวหรือกลุ่มทริปที่มีคนส่งรูปและวิดีโอสลับกันทั้งวันสามารถสะสมดาต้าได้มากกว่ากลุ่มสนทนาทั่วไปหลายเท่าโดยไม่รู้ตัว

อีกปัจจัยคือจำนวนอุปกรณ์ที่ล็อกอินบัญชีเดียวกันพร้อมกัน ถ้าเปิดทั้งมือถือและแท็บเล็ตหรือคอมพิวเตอร์ไว้พร้อมกันระหว่างทริป สื่อที่ดาวน์โหลดอัตโนมัติอาจถูกดึงลงมาซ้ำในหลายอุปกรณ์พร้อมกันโดยที่ตั้งค่าดาวน์โหลดอัตโนมัติของแต่ละอุปกรณ์แยกจากกันเอง

รูปแบบการใช้งานช่วงคร่าว ๆ ต่อวันสมมติฐานเบื้องหลัง
แชตข้อความเป็นหลัก ปิดโหลดสื่ออัตโนมัติต่ำมากใช้เพียงอุปกรณ์เดียวระหว่างทริป
มีกลุ่มสื่อบ้าง เปิดโหลดเฉพาะบน Wi-Fiปานกลางตั้งค่าโหลดอัตโนมัติแยกไว้ชัดเจนระหว่าง Wi-Fi กับมือถือ
กลุ่มสื่อหนาแน่น เปิดหลายอุปกรณ์พร้อมกันสูงโหลดสื่ออัตโนมัติเปิดไว้ทั้งบนมือถือและเครื่องอื่นพร้อมกัน

ทุกช่วงเป็นการประมาณเพื่อวางแผนเท่านั้น ไม่ใช่ตัวเลขที่วัดจริง

เพราะกลุ่มสื่อและจำนวนอุปกรณ์คือตัวแปรหลัก วิธีวางแผนที่ได้ผลกว่าคือไล่เช็กแต่ละกลุ่มว่ากลุ่มไหนมีสื่อไหลผ่านหนาแน่น แล้วปิดโหลดอัตโนมัติเฉพาะกลุ่มนั้นก่อนออกเดินทาง แทนที่จะปิดหรือเปิดทั้งหมดเป็นภาพรวมเดียว

หากไม่แน่ใจว่าค่าที่ตั้งไว้ได้ผลจริงหรือไม่ ทั้ง iOS และ Android มีหน้าจอแสดงดาต้าที่แต่ละแอปใช้แยกเป็นรายแอปอยู่แล้ว บน iOS ไปที่ Settings > Cellular แล้วเลื่อนหาชื่อแอปแชต ส่วน Android ไปที่ Settings > Network & internet > Data usage การเช็กหน้านี้สักครั้งกลางทริปช่วยยืนยันได้ว่าการตั้งค่าที่ทำไว้ตอนต้นทริปยังทำงานตามที่ตั้งใจอยู่จริง

ตัวเลขที่เห็นในหน้านั้นเป็นยอดสะสมตั้งแต่รอบบิลล่าสุด ไม่ใช่ยอดเฉพาะวันเดียว จึงควรจดตัวเลขไว้ตอนต้นทริปแล้วเทียบใหม่อีกครั้งหลังผ่านไปสองสามวัน จะได้ภาพที่ใกล้เคียงว่าแอปแชตกินดาต้าเฉลี่ยต่อวันจริงเท่าไร แทนที่จะเดาจากความรู้สึกล้วน ๆ

ถ้าเดินทางเป็นกลุ่มและทุกคนใช้แอปแชตเดียวกันเพื่อประสานงานตลอดทริป อาจคุ้มค่าที่จะให้คนหนึ่งในกลุ่มรับหน้าที่โพสต์รูปหรือวิดีโอสรุปในกลุ่มแทนที่จะให้ทุกคนส่งของตัวเองเข้ากลุ่มพร้อมกัน วิธีนี้ไม่ได้ลดความสนุกของการแชร์ แต่ลดจำนวนสื่อที่ทุกคนในกลุ่มต้องดาวน์โหลดซ้ำโดยไม่จำเป็น

คำถามที่พบบ่อย

แชตข้อความอย่างเดียวต้องกันดาต้าไว้เท่าไหร่+

แทบไม่ต้องกันเลย ประมาณ 50 MB ต่อทริปเจ็ดวันก็เหลือเฟือแม้จะพิมพ์ทั้งวัน ถ้าคุณกังวลเรื่องการติดต่อกับที่บ้านเป็นหลัก แพ็กเกจเล็กที่สุดก็เพียงพอ สิ่งที่ต้องวางแผนคือทุกอย่างที่เหลือบนมือถือ

โทรผ่าน LINE ถูกกว่าโทรปกติไหม+

ในแง่ดาต้า การโทรผ่านแอปใช้ประมาณ 0.3–0.5 MB ต่อนาทีจากแพ็กเกจของคุณ ส่วนการโทรแบบปกติจากต่างประเทศจะคิดค่าบริการตามอัตราของผู้ให้บริการที่คุณใช้อยู่ ซึ่งเป็นคนละระบบกันและเราไม่ระบุตัวเลขแทน ให้ตรวจกับผู้ให้บริการของคุณเอง

ปิดการโหลดอัตโนมัติแล้วจะพลาดอะไรไหม+

ไม่ ข้อความยังเข้าตามปกติและรูปยังอยู่ในแชต เพียงแต่ขึ้นเป็นภาพเบลอรอให้คุณกดโหลด ข้อควรระวังอย่างเดียวคือไฟล์เก่ามากอาจหมดอายุจากเซิร์ฟเวอร์หลังผ่านไปนาน ถ้าเป็นรูปสำคัญให้กดโหลดตั้งแต่เห็น

ทำไมแอปแชตยังกินดาต้าทั้งที่ไม่ได้เปิด+

เพราะต้องคอยรับข้อความเข้าและอาจโหลดสื่อที่เข้ามาไว้ล่วงหน้า ปริมาณอยู่ระดับหลักสิบเมกะไบต์ต่อวันเป็นอย่างมาก ถ้าอยากลดลงอีก ให้ปิด Background App Refresh ของแอปบน iOS หรือ Background data บน Android โดยเข้าใจว่าข้อความอาจมาถึงช้าลงเล็กน้อย

แหล่งอ้างอิง

ผู้เขียนบทความ

บ๊อบ กนกพล ทองดี

บ๊อบ กนกพล ทองดี

Bob Kanokphon Thongdee

  • ผู้ร่วมก่อตั้ง eSIMonline.asia
  • ทำงานด้านการตลาดออนไลน์มากว่า 7 ปี
  • ผู้ก่อตั้ง Cojourney Visa และ Cojourney Travel
แชร์หน้านี้

Instagram และ TikTok ไม่มีปุ่มแชร์บนเว็บ เราจะเปิดแผงแชร์ของเครื่องให้ หรือคัดลอกลิงก์ไว้ให้แทน

เรื่องที่เกี่ยวข้อง