ติดตั้ง eSIM ก่อนบิน ใช้งานได้ทันทีที่เครื่องลง รองรับกว่า 210 ปลายทาง
eSIMonline

เรียกรถ ส่งอาหาร ใช้ดาต้าประมาณเท่าไหร่

ตัวเลขน้อยกว่าที่กลัวกันมาก แต่เป็นดาต้าที่พลาดไม่ได้ เพราะมันต้องทำงานตอนคุณยืนรอรถไปสนามบินตอนตีห้า

ผู้เขียน: บ๊อบ กนกพล ทองดีผู้ร่วมก่อตั้งผู้ตรวจทาน: พอร์ช กุนต์นิพัทธ์ ศิระมานะกุลเผยแพร่: 21 กันยายน 2569อัปเดตล่าสุด: 16 ตุลาคม 2569ตรวจสอบข้อเท็จจริง: 18 ตุลาคม 2569
เรียกรถ ส่งอาหาร ใช้ดาต้าประมาณเท่าไหร่

สรุปสั้นๆ

  • จองรถหนึ่งเที่ยวใช้ดาต้าประมาณ 2–5 MB และการติดตามรถแบบเรียลไทม์จนถึงที่หมายอีกประมาณ 3–8 MB ต่อเที่ยว
  • แอปสั่งอาหารกินมากกว่าหลายเท่า เพราะหน้าเมนูเต็มไปด้วยรูป ประมาณ 10–25 MB ต่อการเปิดดูหนึ่งรอบ
  • ตั้งจุดรับและจองรถตั้งแต่ตอนยังอยู่บน Wi-Fi ของโรงแรม แล้วค่อยเดินลงไปรอ จะไม่ต้องลุ้นสัญญาณหน้าล็อบบี้

แอปเรียกรถอย่าง Grab หรือแอปท้องถิ่นในเมืองที่คุณไป ใช้ดาต้าประมาณ 2–5 MB ต่อการจองหนึ่งครั้ง และอีกประมาณ 3–8 MB สำหรับการติดตามรถบนแผนที่จนจบเที่ยว รวมแล้วการเดินทางหนึ่งรอบอยู่ราว ๆ 5–13 MB ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับการดูคลิปสั้นเพียงไม่กี่นาที ตัวเลขเหล่านี้เป็นการประมาณเพื่อวางแผน ไม่ใช่ค่าที่วัดจากเครื่องของคุณ และจะขยับตามว่าคุณเลื่อนแผนที่นานแค่ไหนก่อนจะกดยืนยัน

เรื่องที่คนเข้าใจผิดไม่ใช่ขนาดของตัวเลข แต่เป็นความสำคัญของมัน ดาต้าก้อนนี้เล็กจนแทบไม่ต้องนับในการวางแผนทริป แต่มันคือดาต้าที่ "ต้องมี" ในวินาทีที่แย่ที่สุด เช่น ยืนอยู่หน้าโรงแรมตอนตีห้าเพื่อไปสนามบิน หรือยืนกลางฝนหลังร้านอาหารปิด ถ้าแพ็กเกจหมดพอดีตอนนั้น คุณจะเรียกรถไม่ได้ ดูไม่ได้ว่ารถมาถึงไหน และติดต่อคนขับไม่ได้ทั้งที่รถอาจจอดอยู่อีกฝั่งถนน

เรียกรถ ส่งอาหาร ใช้ดาต้าประมาณเท่าไหร่

ตัวเลขคร่าว ๆ ทีละการกระทำ

สิ่งที่ทำในแอปประมาณเท่าไหร่ทริป 7 วันที่อัตรานี้
จองรถหนึ่งเที่ยวประมาณ 2–5 MBวันละ 2 เที่ยว ≈ 30–70 MB
ติดตามรถบนแผนที่จนถึงที่หมายประมาณ 3–8 MB ต่อเที่ยววันละ 2 เที่ยว ≈ 40–110 MB
เลื่อนแผนที่ในแอปเพื่อปักจุดรับประมาณ 2–5 MB ต่อครั้งวันละ 3 ครั้ง ≈ 40–105 MB
เปิดดูเมนูร้านในแอปเดลิเวอรีประมาณ 10–25 MB ต่อรอบวันละ 1 รอบ ≈ 70–175 MB
แอปทำงานอยู่เบื้องหลังประมาณ 20–50 MB ต่อวันตลอด 7 วัน ≈ 140–350 MB
แชตหรือโทรหาคนขับในแอปประมาณ 0.5–2 MB ต่อเที่ยววันละ 2 เที่ยว ≈ 7–28 MB

ทุกตัวเลขเป็นการประมาณเพื่อวางแผน ไม่ใช่ผลการวัด

บรรทัดที่น่าสนใจที่สุดในตารางคือสองบรรทัดล่าง การเรียกรถจริง ๆ ทั้งทริปอาจไม่ถึง 200 MB ด้วยซ้ำ แต่ "แอปที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง" กับ "การเปิดดูเมนู" รวมกันแล้วอาจแซงหน้าการใช้งานจริงไปหลายเท่า แอปเดลิเวอรีออกแบบมาให้คุณเลื่อนดูรูปอาหารสวย ๆ เป็นสิบ ๆ ร้าน และรูปแต่ละรูปก็คือดาต้า ถ้าจะเลื่อนเล่นเพื่อเลือกร้าน ทำตอนอยู่บน Wi-Fi โรงแรมแล้วค่อยกดสั่งตอนกลับถึงห้อง จะประหยัดกว่าการยืนเลือกอยู่กลางถนน

เรียกรถ ส่งอาหาร ใช้ดาต้าประมาณเท่าไหร่

ตั้งจุดรับตั้งแต่ยังอยู่บน Wi-Fi

นี่คือนิสัยเดียวที่ช่วยได้มากที่สุด และไม่ได้ช่วยแค่เรื่องดาต้า ตอนอยู่ในห้องหรือในล็อบบี้ที่ยังมี Wi-Fi ให้เปิดแอป ปักจุดรับ ใส่ปลายทาง และดูเส้นทางกับเวลาโดยประมาณให้เรียบร้อยก่อน ส่วนที่กินดาต้าและกินเวลาที่สุดคือการเลื่อนแผนที่หาจุดรับที่ถูกต้อง โดยเฉพาะในโรงแรมที่มีทางเข้าหลายด้านหรือในตรอกที่รถเข้าไม่ได้ ทำให้เสร็จตอนยังนั่งสบาย ๆ แล้วเหลือแค่กดยืนยันตอนลงไปข้างล่าง

  1. เปิดแอปตอนยังอยู่บน Wi-Fi แล้วปล่อยให้มันโหลดแผนที่รอบตัวจนเสร็จ ภาพแผนที่ที่โหลดแล้วจะถูกเก็บไว้ชั่วคราว ทำให้ตอนกลับมาเปิดอีกครั้งข้างล่างแทบไม่ต้องดึงใหม่
  2. ปักจุดรับให้ตรงประตูที่คุณจะออกจริง ๆ ถ้าเป็นโรงแรมใหญ่ ให้พิมพ์ชื่อประตูหรือชื่อถนนลงไปด้วย คนขับจะได้ไม่ไปรออีกฝั่งตึกจนต้องโทรหากันไปมา
  3. ใส่ปลายทางให้ครบตั้งแต่ตอนนี้ โดยเฉพาะเมื่อไปสนามบิน ให้ระบุอาคารผู้โดยสารและสายการบินให้ชัด เพราะสนามบินใหญ่มีจุดส่งหลายจุดและเดินผิดอาคารคือเสียเวลาเป็นครึ่งชั่วโมง
  4. ถ้าจะออกในอีกไม่กี่นาที ให้กดเรียกรถตั้งแต่ยังอยู่บน Wi-Fi เลย แล้วค่อยเดินลงไป ระหว่างทางลิฟต์ไม่มีสัญญาณก็ไม่เป็นไร เพราะการจองถูกส่งไปแล้ว
อย่าปล่อยให้ดาต้าหมดในวันที่ต้องไปสนามบิน นี่คือวันที่คุณควบคุมเวลาได้น้อยที่สุดและต้องพึ่งแอปมากที่สุด ทั้งการเรียกรถ การดูว่ารถอยู่ไหน การติดต่อคนขับ และการเช็กว่าไฟลต์ดีเลย์หรือเปลี่ยนประตูขึ้นเครื่อง นิสัยที่ปลอดภัยที่สุดคือเช็กยอดคงเหลือตอนคืนก่อนเดินทาง ไม่ใช่ตอนเช้าที่ยืนรอรถอยู่แล้ว
เรียกรถ ส่งอาหาร ใช้ดาต้าประมาณเท่าไหร่

แอปเดลิเวอรีคือตัวที่กินจริง

หน้าจอของแอปสั่งอาหารเต็มไปด้วยรูปถ่ายความละเอียดสูง แบนเนอร์โปรโมชัน และภาพหน้าปกของทุกร้านที่คุณเลื่อนผ่าน การเปิดดูสิบนาทีจึงกินประมาณ 10–25 MB ซึ่งมากกว่าการเรียกรถสองสามเที่ยวรวมกัน และถ้าเลื่อนเล่นเพลิน ๆ ทุกคืนตลอดสัปดาห์ ตัวเลขนี้ก็กลายเป็นหลักร้อยเมกะไบต์โดยที่คุณยังไม่ได้สั่งอะไรเลยสักจาน

  • เลือกร้านตอนอยู่บน Wi-Fi แล้วใส่ตะกร้าไว้ พอถึงเวลาอยากกินจริงค่อยกดสั่ง การกดสั่งอย่างเดียวใช้ดาต้าน้อยมากเทียบกับการเลื่อนหา
  • ปิด Background App Refresh ของแอปเดลิเวอรีบน iOS ที่ Settings > General > Background App Refresh หรือปิด Background data ของแอปบน Android ที่ Settings > Apps > แอปนั้น > Mobile data แอปพวกนี้ชอบดึงโปรโมชันใหม่มาไว้ล่วงหน้า
  • เปิดการแจ้งเตือนของแอปเรียกรถไว้ แต่ปิดการแจ้งเตือนโปรโมชันของแอปเดลิเวอรี การแจ้งเตือนเองใช้ดาต้าน้อยมาก แต่ทุกครั้งที่คุณกดเข้าไปดูโปรฯ คือการโหลดหน้าที่เต็มไปด้วยรูป
  • ถ้าเมืองที่ไปมีแอปท้องถิ่นที่คนใช้กันมากกว่า ลองโหลดไว้ตั้งแต่อยู่บน Wi-Fi ที่บ้าน การดาวน์โหลดแอปใหม่ตอนอยู่ต่างประเทศอาจกินหลายร้อยเมกะไบต์ในนาทีที่คุณต้องรีบที่สุด
เรียกรถ ส่งอาหาร ใช้ดาต้าประมาณเท่าไหร่

เมื่อดาต้าใกล้หมดจริง ๆ

ถ้าเหลือดาต้าน้อยมากและยังต้องเดินทางต่อ ให้จัดลำดับความสำคัญแบบนี้ เรียกรถกับดูตำแหน่งรถมาก่อน แล้วปิดทุกอย่างที่เหลือ เปิดโหมดประหยัดดาต้าของระบบ ปิดการซิงก์รูปและอีเมล แล้วเก็บดาต้าที่เหลือไว้ให้แอปเดินทางโดยเฉพาะ เพราะไม่กี่เมกะไบต์ที่เหลือมีค่ามากกว่าตอนไหนทั้งทริป

อีกทางหนึ่งที่มักถูกลืมคือการจดข้อมูลสำรองไว้แบบออฟไลน์ ก่อนออกจากโรงแรม ให้แคปหน้าจอที่อยู่ของที่พักทั้งภาษาอังกฤษและภาษาท้องถิ่น เบอร์โทรของโรงแรม และเส้นทางกลับแบบคร่าว ๆ ภาพหน้าจอไม่ใช้อินเทอร์เน็ตเลย และถ้าวันนั้นทุกอย่างพังพร้อมกัน คุณยังยื่นหน้าจอให้คนขับแท็กซี่ริมถนนดูได้ ซึ่งบางครั้งก็เป็นทางออกที่เร็วกว่าการพยายามกู้แอปให้กลับมาทำงาน

Wi-Fi กับมือถือ ต่างกันตรงไหนสำหรับแอปเรียกรถ

พิกัดและข้อความสั้น ๆ ที่แอปเรียกรถส่งไปมาหนักเท่าเดิมไม่ว่าจะอยู่บน Wi-Fi หรือมือถือ เพราะมันเป็นแพ็กเกตข้อมูลขนาดจิ๋วอยู่แล้ว สิ่งที่ต่างกันจริงคือความถี่ในการอัปเดตตำแหน่งรถบนแผนที่ บนเครือข่ายมือถือที่สัญญาณอ่อน แอปมักลดความถี่การรีเฟรชตำแหน่งลงเพื่อประหยัดทั้งดาต้าและแบตเตอรี่ ทำให้จุดรถบนแผนที่ขยับเป็นช่วง ๆ แทนที่จะไหลลื่นเหมือนตอนอยู่บน Wi-Fi ที่แรง ซึ่งไม่ได้แปลว่าแอปพัง แค่ปรับจังหวะให้เข้ากับการเชื่อมต่อที่มีอยู่

แอปเดลิเวอรีก็ปรับตัวคล้ายกันแต่กับรูปแทนตำแหน่ง บน Wi-Fi ที่แรง หน้าเมนูมักโหลดรูปความละเอียดสูงมาให้ทันที ส่วนบนมือถือหลายแอปเลือกโหลดรูปความละเอียดต่ำมาก่อนให้เห็นไว ๆ แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นความละเอียดสูงถ้าคุณเลื่อนดูรูปนั้นนานพอ ถ้าคุณแค่เลื่อนผ่านเร็ว ๆ เพื่อดูราคาและเวลาส่ง โดยไม่หยุดค้างที่รูปไหนนาน ก็มักได้แค่เวอร์ชันความละเอียดต่ำ ซึ่งเบากว่ามาก

ความผิดพลาดที่คนเดินทางทำบ่อยกับแอปเรียกรถและเดลิเวอรี

  • เปิดหลายแอปเรียกรถพร้อมกันเพื่อเทียบราคาและเวลารอ แต่ละแอปโหลดแผนที่และคำนวณเส้นทางแยกกันเองทั้งหมด การเปิดสามแอปเทียบกันจึงหนักกว่าการเปิดแอปเดียวสามเท่าโดยประมาณ ไม่ใช่แค่เท่าเดิม
  • ถือมือถือค้างไว้พร้อมแผนที่เปิดขยายเต็มจอตลอดการเดินทางในรถ ทั้งที่คนขับมีแผนที่นำทางของตัวเองอยู่แล้ว การเปิดแผนที่ของผู้โดยสารทิ้งไว้แบบนี้เป็นการรีเฟรชตำแหน่งซ้ำซ้อนโดยไม่จำเป็น
  • ยกเลิกแล้วจองใหม่ซ้ำ ๆ เพราะรอนานหรือเปลี่ยนใจเรื่องจุดรับ การจองแต่ละครั้งคือการคำนวณเส้นทางและโหลดแผนที่รอบจุดรับใหม่ทั้งหมดอีกรอบ
  • เปิดหน้าติดตามคำสั่งซื้ออาหารทิ้งไว้เบื้องหลังพร้อมแอนิเมชันแผนที่ที่วิ่งอยู่ตลอด แทนที่จะปิดแล้วรอการแจ้งเตือนแทน หน้าติดตามแบบนี้มักรีเฟรชตำแหน่งไรเดอร์ต่อเนื่องเหมือนหน้าเรียกรถ

วางแผนดาต้าต่อวันสำหรับแอปเรียกรถและเดลิเวอรีระหว่างทริป

แอปเรียกรถและเดลิเวอรีต่างจากแอปวิดีโอตรงที่แต่ละครั้งใช้ดาต้าน้อยมาก แต่จำนวนครั้งต่อวันคือตัวแปรที่ทำให้ยอดรวมขยับ วันที่เรียกรถหลายรอบหรือสั่งอาหารหลายมื้อจะสะสมดาต้าจากแผนที่และรูปเมนูมากกว่าวันที่เดินเองเป็นหลักและกินที่ร้าน แม้แต่ละครั้งจะเบามากก็ตาม

อีกตัวแปรคือเปิดหลายแอปเปรียบเทียบกันก่อนตัดสินใจกดเรียกหรือสั่งจริงหรือไม่ การเปิดสองสามแอปพร้อมกันเพื่อเทียบราคาหรือเวลารอทำให้แต่ละแอปโหลดแผนที่และรูปเมนูของตัวเองแยกกัน ต่างจากการเปิดแอปเดียวแล้วตัดสินใจไปเลยซึ่งใช้ดาต้าน้อยกว่าชัดเจน

รูปแบบการใช้งานช่วงคร่าว ๆ ต่อวันสมมติฐานเบื้องหลัง
เรียกรถหรือสั่งอาหารนาน ๆ ครั้งต่ำมากเปิดแอปเดียวแล้วตัดสินใจ ไม่เปิดหลายแอปเทียบกัน
เรียกรถหรือสั่งอาหารหลายครั้งต่อวันปานกลางปิดหน้าติดตามหลังกดยืนยันแล้ว รอการแจ้งเตือนแทน
เปิดหลายแอปเทียบกันทุกครั้งก่อนตัดสินใจสูงค้างหน้าติดตามเปิดทิ้งไว้เบื้องหลังพร้อมแอนิเมชันแผนที่

ทุกช่วงเป็นการประมาณเพื่อวางแผนเท่านั้น ไม่ใช่ตัวเลขที่วัดจริง

เพราะจำนวนแอปที่เปิดเทียบกันมีผลมากกว่าความถี่ในการใช้งานเสียอีก วิธีวางแผนที่ตรงจุดคือตัดสินใจล่วงหน้าว่าจะใช้แอปหลักแอปเดียวเป็นหลักตลอดทริป แล้วเปิดแอปอื่นเทียบเฉพาะตอนที่รู้สึกว่าราคาหรือเวลารอผิดปกติจริง ๆ เท่านั้น

หากไม่แน่ใจว่าใช้ดาต้าไปมากแค่ไหนจริง ๆ iOS และ Android มีหน้าจอแสดงดาต้าที่แต่ละแอปใช้แยกกันอยู่แล้ว บน iOS ไปที่ Settings > Cellular แล้วเลื่อนหาแอปเรียกรถหรือเดลิเวอรี ส่วน Android ไปที่ Settings > Network & internet > Data usage การเช็กสักครั้งกลางทริปช่วยยืนยันได้ว่านิสัยเปิดหลายแอปเทียบกันไม่ได้ทำให้ยอดรวมสูงขึ้นเกินคาด

คำถามที่พบบ่อย

ดาต้าเหลือแค่ไม่กี่สิบเมกะไบต์ ยังเรียกรถได้ไหม+

ได้สบาย เพราะการจองหนึ่งเที่ยวกับการติดตามรถรวมกันอยู่ที่ประมาณ 5–13 MB เท่านั้น สิ่งที่ต้องระวังคือแอปอื่นในเครื่องที่อาจแย่งดาต้าก้อนสุดท้ายไปซิงก์รูปหรือโหลดอัปเดต ก่อนกดเรียกรถจึงควรเปิดโหมดประหยัดดาต้าของระบบไว้ก่อนหนึ่งชั้น

ทำไมแอปเดลิเวอรีถึงกินมากกว่าแอปเรียกรถหลายเท่า+

เพราะสิ่งที่ส่งมาต่างกันโดยสิ้นเชิง แอปเรียกรถส่งพิกัดกับข้อความสั้น ๆ ซึ่งเบามาก ส่วนแอปเดลิเวอรีส่งรูปถ่ายความละเอียดสูงของทุกจานในทุกร้านที่คุณเลื่อนผ่าน รูปเดียวอาจหนักกว่าการติดตามรถทั้งเที่ยวเสียอีก

ถ้าดาต้าหมดตอนรถกำลังมาถึง จะเกิดอะไรขึ้น+

การจองที่ยืนยันไปแล้วยังอยู่ คนขับยังเห็นจุดรับและยังมาตามปกติ สิ่งที่คุณจะเสียคือการเห็นตำแหน่งรถแบบเรียลไทม์และการแชตในแอป ถ้าซิมหลักยังโทรออกได้ คนขับมักโทรหาคุณได้อยู่ ทางที่ดีคือยืนตรงจุดรับที่ปักไว้เป๊ะ ๆ และอย่าเดินไปไหน

ทริป 7 วันควรกันดาต้าให้แอปเดินทางเท่าไหร่+

ถ้าใช้แค่เรียกรถกับติดตามรถ กันไว้ประมาณ 200–300 MB ก็เหลือเฟือ ถ้ารวมการเปิดดูเมนูเดลิเวอรีทุกเย็นด้วย ควรกันประมาณ 500 MB ถึง 1 GB เผื่อไว้ ลองใส่จำนวนเที่ยวต่อวันของคุณเองลงในเครื่องคำนวณเพื่อดูภาพรวมทั้งทริป

แหล่งอ้างอิง

ผู้เขียนบทความ

บ๊อบ กนกพล ทองดี

บ๊อบ กนกพล ทองดี

Bob Kanokphon Thongdee

  • ผู้ร่วมก่อตั้ง eSIMonline.asia
  • ทำงานด้านการตลาดออนไลน์มากว่า 7 ปี
  • ผู้ก่อตั้ง Cojourney Visa และ Cojourney Travel
แชร์หน้านี้

Instagram และ TikTok ไม่มีปุ่มแชร์บนเว็บ เราจะเปิดแผงแชร์ของเครื่องให้ หรือคัดลอกลิงก์ไว้ให้แทน

เรื่องที่เกี่ยวข้อง