ติดตั้ง eSIM ก่อนบิน ใช้งานได้ทันทีที่เครื่องลง รองรับกว่า 210 ปลายทาง
eSIMonline

Google Maps ใช้ดาต้าประมาณเท่าไหร่

นำทางทั้งวันกินน้อยกว่าที่หลายคนกลัว แต่การเลื่อนแผนที่ไปเรื่อย ๆ กับ Street View ต่างหากที่กินจริง ตารางนี้แยกให้เห็นทีละอย่าง

ผู้เขียน: พอร์ช กุนต์นิพัทธ์ ศิระมานะกุลผู้ร่วมก่อตั้งผู้ตรวจทาน: บ๊อบ กนกพล ทองดีเผยแพร่: 21 กันยายน 2569อัปเดตล่าสุด: 23 ตุลาคม 2569ตรวจสอบข้อเท็จจริง: 18 ตุลาคม 2569
Google Maps ใช้ดาต้าประมาณเท่าไหร่

สรุปสั้นๆ

  • นำทางแบบ turn-by-turn ใช้ดาต้าประมาณ 3–10 MB ต่อชั่วโมง ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับแอปอื่น
  • ตัวกินจริงคือการเลื่อนหาร้าน ดูรูปสถานที่ และ Street View ซึ่งรวมกันได้ประมาณ 15–30 MB ต่อ 10 นาที
  • โหลดแผนที่ออฟไลน์ของเมืองไว้ตอนต่อ Wi-Fi ที่บ้านหรือโรงแรม แล้วทริปทั้งทริปจะเหลือแค่หลักร้อย MB

Google Maps ใช้ดาต้าประมาณ 3–10 MB ต่อชั่วโมงเมื่อเปิดนำทางแบบ turn-by-turn ซึ่งแปลว่านำทางวันละสองชั่วโมงตลอดทริป 7 วันก็อยู่แถว ๆ 50–150 MB เท่านั้น ตัวเลขนี้เป็นการประมาณจากการใช้งานทั่วไป ไม่ใช่ค่าที่วัดมาจากเครื่องของคุณ และจะขยับขึ้นลงตามเมือง ความหนาแน่นของถนน และจำนวนครั้งที่คุณเปลี่ยนเส้นทางกลางทาง

คนส่วนใหญ่ประหลาดใจกับตัวเลขนี้ เพราะรู้สึกว่าแผนที่ "เปิดค้างทั้งวัน" น่าจะกินเยอะ ความจริงคือเมื่อเส้นทางถูกคำนวณเสร็จแล้ว แอปจะดาวน์โหลดแถบแผนที่ตามแนวเส้นทางมาเก็บไว้ก้อนหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นแทบไม่คุยกับเซิร์ฟเวอร์อีกเลย นอกจากส่งตำแหน่งและดึงข้อมูลจราจรเป็นระยะ สิ่งที่กินแบตกับกินดาต้าไม่ใช่เรื่องเดียวกัน แผนที่กินแบตหนักเพราะ GPS กับจอ แต่กินดาต้าเบา

Google Maps ใช้ดาต้าประมาณเท่าไหร่

ตัวเลขคร่าว ๆ ต่อการใช้งานแต่ละแบบ

สิ่งที่ทำประมาณเท่าไหร่ทริป 7 วันที่อัตรานี้
นำทางเดินเท้าประมาณ 3–5 MB ต่อชั่วโมงเดินนำทางวันละ 2 ชม. ≈ 40–70 MB
นำทางขับรถประมาณ 5–10 MB ต่อชั่วโมงขับวันละ 3 ชม. ≈ 105–210 MB
เลื่อนแผนที่หาร้านประมาณ 15–30 MB ต่อ 10 นาทีวันละ 15 นาที ≈ 160–320 MB
เปิดดูรูปในหน้าสถานที่ประมาณ 1–3 MB ต่อสถานที่วันละ 10 ที่ ≈ 70–210 MB
Street Viewประมาณ 5–10 MB ต่อการเปิดดูหนึ่งครั้งวันละ 3 ครั้ง ≈ 105–210 MB
ดาวน์โหลดแผนที่ออฟไลน์ 1 เมืองประมาณ 100–400 MB ครั้งเดียวทำบน Wi-Fi = 0 จากแพ็กเกจ

ทุกตัวเลขเป็นการประมาณเพื่อวางแผน ไม่ใช่ผลการวัด

อ่านตารางแล้วจะเห็นภาพชัดขึ้นว่าอะไรคือตัวปัญหา การนำทางคือส่วนที่ถูกที่สุด ส่วนที่แพงคือช่วงที่คุณยังไม่ตัดสินใจ — ยืนอยู่หน้าสถานี เลื่อนแผนที่ไปมา เปิดรูปร้านทีละร้าน อ่านรีวิว แล้วเปิด Street View ดูว่าหน้าร้านหน้าตาเป็นยังไง สิบนาทีแบบนั้นกินมากกว่าการขับรถนำทางหนึ่งชั่วโมง

กับดักที่เจอบ่อยที่สุดคือโหลดแผนที่ออฟไลน์ไว้แล้ว แต่ยังเปิดค้นหาสถานที่ตามปกติ ช่องค้นหา รีวิว รูปภาพ เวลาเปิด-ปิดร้าน และข้อมูลจราจร ยังดึงจากอินเทอร์เน็ตอยู่เสมอ แผนที่ออฟไลน์ช่วยเรื่องเส้นทางกับหน้าตาแผนที่ ไม่ได้ทำให้แอปเงียบสนิท
Google Maps ใช้ดาต้าประมาณเท่าไหร่

โหลดแผนที่ออฟไลน์ให้ถูกวิธี

แผนที่ออฟไลน์คือวิธีที่ได้ผลที่สุดและใช้เวลาแค่สองนาที ข้อสำคัญคือทำตอนอยู่บน Wi-Fi ก่อนออกเดินทาง เพราะไฟล์หนึ่งเมืองอาจใหญ่ถึงหลายร้อยเมกะไบต์ ถ้าเผลอโหลดตอนอยู่ต่างประเทศ คุณจะเสียดาต้าไปก้อนใหญ่ในนาทีแรกของทริป

  1. 1เปิดเมนูโปรไฟล์แตะรูปโปรไฟล์มุมขวาบนของ Google Maps แล้วเลือก Offline maps (แผนที่ออฟไลน์) เหมือนกันทั้ง iOS และ Android
  2. 2เลือกพื้นที่เองแตะ Select your own map แล้วลากกรอบให้ครอบคลุมย่านที่จะไปจริง รวมสนามบินและทางจากสนามบินเข้าเมืองด้วย กรอบยิ่งใหญ่ไฟล์ยิ่งหนัก แอปจะบอกขนาดไฟล์ก่อนกดโหลด
  3. 3โหลดบน Wi-Fi เท่านั้นในหน้า Offline maps กดฟันเฟืองแล้วตั้ง Download preferences เป็น Over Wi-Fi only เพื่อกันไม่ให้แอปอัปเดตแผนที่เองผ่านเน็ตมือถือตอนอยู่ต่างประเทศ
  4. 4บันทึกสถานที่ไว้ล่วงหน้าตอนอยู่บ้าน ค้นหาร้าน โรงแรม สถานี ที่ตั้งใจจะไป แล้วกด Save ลงลิสต์ พอถึงหน้างานแค่เปิดลิสต์กดนำทาง ไม่ต้องเลื่อนหาใหม่ ซึ่งเป็นส่วนที่กินดาต้ามากที่สุด
Google Maps ใช้ดาต้าประมาณเท่าไหร่

ตั้งค่าที่ลดดาต้าได้จริง

นอกจากแผนที่ออฟไลน์ ยังมีสวิตช์อีกสองสามตัวที่ช่วยได้ และชื่อของมันต่างกันระหว่าง iOS กับ Android ซึ่งเป็นสาเหตุที่หลายคนหาไม่เจอ

  • บน Android เปิด Wi-Fi only ในเมนูโปรไฟล์ > Settings เมื่อเปิดไว้ Maps จะใช้เฉพาะแผนที่ออฟไลน์ตอนไม่มี Wi-Fi ใช้ตอนเดินเล่นในเมืองที่โหลดไว้แล้วได้ดีมาก
  • บน iOS ไม่มีสวิตช์ Wi-Fi only ในแอป ให้ไปที่ Settings > Google Maps > Mobile Data แล้วปิด ถ้าอยากบังคับให้ใช้แต่ของที่โหลดไว้ แต่ให้จำไว้ว่าค้นหาและนำทางเส้นทางใหม่จะไม่ทำงานจนกว่าจะเปิดคืน
  • ปิด Timeline หรือ Location History ถ้าไม่ได้ใช้ ฟีเจอร์นี้ส่งตำแหน่งขึ้นเซิร์ฟเวอร์ตลอดวัน ดาต้าไม่มากแต่ก็เป็นการคุยกับเน็ตที่ไม่จำเป็นระหว่างอยู่ต่างประเทศ
  • ตั้ง Background App Refresh ของ Maps ให้ปิดไว้บน iOS หรือปิด Background data ของแอปบน Android เพื่อไม่ให้แอปดึงข้อมูลตอนอยู่ในกระเป๋า
Google Maps ใช้ดาต้าประมาณเท่าไหร่

นำทางเมื่อไม่มีสัญญาณเลย

แผนที่ออฟไลน์ยังนำทางแบบ turn-by-turn ได้เต็มรูปแบบสำหรับการขับรถ แม้เครื่องจะไม่มีสัญญาณเลยก็ตาม เพราะ GPS เป็นตัวรับสัญญาณดาวเทียมทางเดียว ไม่ได้ใช้อินเทอร์เน็ต ข้อจำกัดคือการนำทางด้วยขนส่งสาธารณะและการนำทางเดินเท้าบางส่วนยังต้องต่อเน็ต เพราะตารางเดินรถเปลี่ยนตลอดเวลา

นี่คือเหตุผลที่เราแนะนำให้พึ่งแผนที่ออฟไลน์เป็นแผนสำรอง ไม่ใช่แผนหลัก มันช่วยได้มากตอนรถไฟใต้ดินไม่มีสัญญาณหรือตอนขึ้นเขา แต่ถ้าต้องหาร้านที่ยังเปิดอยู่ตอนสี่ทุ่ม หรือดูว่ารถไฟขบวนถัดไปมากี่โมง คุณยังต้องมีเน็ตอยู่ดี การมีแพ็กเกจดาต้าที่เล็กแต่ใช้ได้จริงจึงคุ้มกว่าการพยายามเดินทางแบบออฟไลน์ล้วน

Wi-Fi กับมือถือ ต่างกันตรงจังหวะไหน

ตัวแผนที่เองไม่ได้ฉลาดขึ้นหรือโง่ลงตามชนิดของการเชื่อมต่อ ไทล์แผนที่ที่โหลดผ่าน Wi-Fi กับที่โหลดผ่านมือถือมีขนาดเท่ากันเป๊ะ ความต่างจริง ๆ อยู่ที่จังหวะที่คุณเลือกทำงานหนักต่างหาก การคำนวณเส้นทางครั้งแรกและการดาวน์โหลดพื้นที่ออฟไลน์เป็นงานหนักที่สุดสองอย่างของแอปนี้ ถ้าทำทั้งสองอย่างตอนอยู่บน Wi-Fi โรงแรมก่อนออกเดิน สิ่งที่เหลือให้เครือข่ายมือถือทำระหว่างวันคือแค่การอัปเดตตำแหน่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น

ตัวแปรที่กินดาต้ามากกว่าที่คนคิดคือชั้นข้อมูลที่เปิดทับแผนที่อยู่ เช่น Traffic หรือ Satellite view ทั้งสองอย่างนี้ดึงข้อมูลเพิ่มเติมนอกเหนือจากไทล์ปกติ และถ้าเปิดค้างไว้ระหว่างเดินนำทาง มันจะดึงข้อมูลนั้นซ้ำทุกครั้งที่คุณขยับตำแหน่งไปมากพอ ต่างจากการนำทางแบบเส้นทางปกติที่ดึงเฉพาะไทล์รอบเส้นทางที่คำนวณไว้แล้วครั้งเดียว ถ้าไม่มีเหตุผลเฉพาะเจาะจงต้องดูสภาพจราจรหรือภาพถ่ายดาวเทียม ปิดสองชั้นนี้ไว้ก่อนแล้วเปิดเฉพาะตอนต้องใช้จริง

ความผิดพลาดที่คนเดินทางทำบ่อยกับ Google Maps

ความผิดพลาดอันดับหนึ่งคือคิดว่าพื้นที่ที่โหลดออฟไลน์ไว้ครอบคลุมกว้างกว่าที่เป็นจริง พื้นที่ที่ดาวน์โหลดคือกรอบสี่เหลี่ยมตามที่คุณลากไว้ตอนโหลดเท่านั้น ถ้าเดินทางออกนอกกรอบนั้นแม้แค่ไม่กี่ถนน แอปจะพยายามดึงไทล์ใหม่ทันทีถ้ามีสัญญาณ หรือหยุดแสดงแผนที่เลยถ้าไม่มี วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือลากกรอบให้กว้างเผื่อไว้เกินขอบเขตที่วางแผนจะไปจริง

  • อย่าลืมว่าพื้นที่ออฟไลน์มีวันหมดอายุ ถ้าโหลดไว้นานเกินไปก่อนออกเดินทาง อาจต้องอัปเดตใหม่อยู่ดีตอนถึงจุดหมาย ให้เช็กและอัปเดตอีกครั้งตอนอยู่บน Wi-Fi ใกล้วันเดินทางที่สุด
  • อย่าเปิดแชร์ตำแหน่งแบบเรียลไทม์กับครอบครัวทิ้งไว้ทั้งวันโดยไม่จำเป็น ฟีเจอร์นี้ส่งตำแหน่งขึ้นเซิร์ฟเวอร์เป็นระยะตลอดเวลาที่เปิดอยู่ ต่างจากการแชร์ตำแหน่งครั้งเดียวตอนถึงที่หมาย
  • อย่าซูมเข้าออกรัว ๆ เพื่อหาชื่อถนนหรือร้านค้าตอนไม่มีการนำทางทำงานอยู่ การซูมแต่ละครั้งดึงไทล์ระดับความละเอียดใหม่ ซึ่งต่างจากตอนนำทางที่ระดับซูมค่อนข้างคงที่
  • อย่าลืมปิด Traffic หรือ Satellite view หลังใช้เสร็จ ทั้งสองอย่างมักถูกจำค่าไว้และเปิดค้างในการเปิดแอปครั้งต่อไปโดยที่คุณไม่รู้ตัว
ถ้าดาต้าเหลือน้อยแล้วแต่ยังต้องนำทางต่อ ให้เปิด Wi-Fi only หรือปิด Mobile Data ของแอปทันทีเพื่อบังคับให้ใช้พื้นที่ออฟไลน์ที่มีอยู่ ปิด Traffic กับ Satellite view ทั้งคู่ และหยุดแชร์ตำแหน่งเรียลไทม์ชั่วคราว ถ้าพื้นที่ที่ต้องไปไม่ได้อยู่ในกรอบที่โหลดไว้เลย ให้เปลี่ยนไปพึ่งภาพหน้าจอเส้นทางที่แคปไว้ล่วงหน้าแทนการรอโหลดสด

วางแผนดาต้าต่อวันสำหรับใช้แผนที่ระหว่างทริป

ตัวเลขต่อครั้งที่พูดถึงไปก่อนหน้านี้รวมกันเป็นภาพต่อวันได้ยากถ้าไม่มีบริบท เพราะวันเดินทางจริงไม่ได้มีแค่การนำทางครั้งเดียว แต่มักผสมกันระหว่างค้นหาที่อยู่สั้น ๆ หลายครั้ง เปิดนำทางเต็มรูปแบบหนึ่งหรือสองรอบ และพื้นที่ออฟไลน์ที่โหลดไว้ล่วงหน้าคอยรับส่วนใหญ่ไป ทำให้วันที่ใช้แผนที่หนักจริง ๆ กับวันที่ใช้เบา ๆ ต่างกันได้หลายเท่าโดยไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมมาก

สิ่งที่ทำให้ต่างกันมากที่สุดไม่ใช่จำนวนครั้งที่เปิดแอป แต่คือมีพื้นที่ออฟไลน์รอไว้หรือเปล่าก่อนออกจากที่พัก คนที่โหลดเมืองทั้งเมืองไว้ล่วงหน้าจะใช้ดาต้าจริงแค่ตอนค้นหาชื่อร้านหรือคำนวณเส้นทางเท่านั้น ส่วนคนที่พึ่งสัญญาณสดทุกครั้งจะสะสมดาต้าเร็วกว่ามาก โดยเฉพาะถ้าเปิด Traffic หรือ Satellite ค้างไว้ระหว่างเดิน

รูปแบบการใช้งานช่วงคร่าว ๆ ต่อวันสมมติฐานเบื้องหลัง
ใช้เบา พึ่งพื้นที่ออฟไลน์เป็นหลักต่ำมาก แทบไม่แตะเครือข่ายโหลดเมืองไว้ล่วงหน้าแล้ว ไม่เปิด Traffic หรือ Satellite
ใช้ปานกลาง ผสมออฟไลน์กับนำทางสดปานกลาง เพิ่มขึ้นทุกครั้งที่นำทางสดนำทางเต็มรูปแบบวันละหนึ่งถึงสองรอบนอกพื้นที่ที่โหลดไว้
ใช้หนัก พึ่งสัญญาณสดตลอดวันสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัดไม่ได้โหลดพื้นที่ไว้ล่วงหน้า และเปิด Traffic หรือ Satellite ค้างไว้บ่อย

ทุกช่วงเป็นการประมาณเพื่อวางแผนเท่านั้น ไม่ใช่ตัวเลขที่วัดจริง

ประเด็นสำคัญคือแผนที่แทบไม่เคยเป็นตัวกินดาต้าหลักของทริปถ้าเตรียมพื้นที่ออฟไลน์ไว้ล่วงหน้า มันมักเป็นสัดส่วนเล็ก ๆ เมื่อเทียบกับแอปวิดีโอหรือแชตที่มีสื่อ ดังนั้นเวลาวางแผนดาต้ารวมของทั้งทริป ให้กันไว้เป็นส่วนเล็กสำหรับแผนที่ แล้วเผื่อพื้นที่ส่วนใหญ่ไว้ให้แอปที่ใช้ดาต้าหนักกว่าแทน

หากไม่แน่ใจว่าแผนที่ใช้ดาต้าไปมากแค่ไหนจริง ๆ iOS และ Android มีหน้าจอแสดงดาต้าที่แต่ละแอปใช้แยกกันอยู่แล้ว บน iOS ไปที่ Settings > Cellular แล้วเลื่อนหาแอปแผนที่ ส่วน Android ไปที่ Settings > Network & internet > Data usage การเช็กสักครั้งกลางทริปช่วยยืนยันได้ว่าพื้นที่ออฟไลน์ที่โหลดไว้ยังทำงานได้ผลจริงตามที่ตั้งใจ

คำถามที่พบบ่อย

ถ้าเปิด Google Maps ค้างไว้ในกระเป๋าทั้งวัน จะกินดาต้าไหม+

ถ้ายังอยู่ในโหมดนำทาง แอปจะดึงข้อมูลจราจรเป็นระยะและใช้ประมาณ 3–10 MB ต่อชั่วโมงต่อไป แต่ถ้าแค่เปิดแอปค้างไว้เฉย ๆ โดยไม่ได้นำทาง ดาต้าแทบจะเป็นศูนย์ ตัวที่กินหนักจริงคือแบตเตอรี่จาก GPS มากกว่า

แผนที่ออฟไลน์หมดอายุไหม+

ใช่ พื้นที่ที่บันทึกไว้จะหมดอายุหลังประมาณหนึ่งปี และแอปจะพยายามอัปเดตให้เองเมื่อใกล้หมด ถ้าตั้ง Download preferences ไว้เป็น Over Wi-Fi only การอัปเดตจะรอ Wi-Fi ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณต้องการ

Apple Maps ประหยัดกว่า Google Maps ไหม+

ตัวเลขของทั้งสองแอปอยู่ในระดับใกล้เคียงกันสำหรับการนำทาง คือหลักไม่กี่ MB ต่อชั่วโมง ข้อต่างที่สำคัญกว่าคือ Apple Maps ไม่มีฟีเจอร์ดาวน์โหลดแผนที่ทั้งเมืองในทุกรุ่น iOS ดังนั้นสำหรับทริปที่อาจไม่มีสัญญาณ Google Maps มักจัดการได้ง่ายกว่า

ทริป 7 วันควรกันดาต้าให้ Google Maps เท่าไหร่+

ถ้าโหลดแผนที่ออฟไลน์ไว้แล้วและบันทึกสถานที่ล่วงหน้า กันไว้ประมาณ 200–300 MB ก็พอสบาย ๆ ถ้าไม่โหลดอะไรเลยและชอบเลื่อนหาร้านตลอด ควรกันไว้ประมาณ 700 MB ถึง 1 GB ลองใส่ตัวเลขของคุณเองในเครื่องคำนวณดาต้าเพื่อดูภาพรวมทั้งทริป

แหล่งอ้างอิง

ผู้เขียนบทความ

พอร์ช กุนต์นิพัทธ์ ศิระมานะกุล

พอร์ช กุนต์นิพัทธ์ ศิระมานะกุล

Porsch Kunnipat Siramanakul

  • ผู้ร่วมก่อตั้ง eSIMonline.asia
  • นักการตลาดดิจิทัล
  • Performance Marketing และการวางแผนการตลาด
แชร์หน้านี้

Instagram และ TikTok ไม่มีปุ่มแชร์บนเว็บ เราจะเปิดแผงแชร์ของเครื่องให้ หรือคัดลอกลิงก์ไว้ให้แทน

เรื่องที่เกี่ยวข้อง